|
คำถาม
:
ตำแหน่งของกระเปาะที่จะใช้เข็มฉีดน้ำเกลือเข้าไปบีบรัดเข็ดขัดที่ส่วนต้นของกระเพาะอยู่ที่ใด?
คำตอบ
:
กระเปาะจะถูกฝังอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง
คำถาม
:
จะปรับขนาดเข็มขัดรัดกระเพาะส่วนต้นได้อย่างไร?
คำตอบ :
การปรับขนาดเข็มขัดรัดกระเพาะจะทำโดยการใช้เครื่อง
x-ray
เพื่อระบุตำแหน่งของกระเปาะที่ถูกฝังอยู่ใต้ผิวหนังหน้าท้องอย่างชัดเจน
แล้วใช้เข็มขนาดเล็กแทงผ่านผิวหนัง
เพื่มหรือดูดน้ำเกลือจากกระเปาะ
โดยอาจฉีดยาชาเพื่อลดความเจ็บปวดได้
ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
คนไข้ของเราส่วนใหญ่รู้สึกว่าไม่เจ็บปวดเลยในขั้นตอนการปรับขนาดสายรัดนี้
คำถาม
:
สามารถเอาเข็มขัดรัดกระเพาะและอุปกรณ์ต่างๆออกได้หรือไม่
คำตอบ
:
ทำได้
หากเอาออกโดยการผ่าตัดผ่านกล้อง
แต่ขนาดกระเพาะของคนไข้จะกลับมามีขนาดใหญ่เท่าเดิม
อีกทั้งคนไข้จะกลับมามีน้ำหนักตัวเท่าเดิม
บางรายอาจมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
คำถาม
:
หากเข้ารับการผ่าตัดแบบแบนดิ้งจะลดน้ำหนักได้มากเท่าใด?
คำตอบ
:
น้ำหนักจะลดลงประมาณ
0.5 -1
กิโลกรัมต่อสัปดาห์ในปีแรก
ในปีถัดมาน้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ
น้ำหนักจะลดลงมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น
ความมุ่งมั่นที่จะลดน้ำหนักของคนไข้
หากมีวินัยในการรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ก็จะลดน้ำหนักได้เร็ว
คำถาม
:
หลังผ่าตัด น้ำหนักจะลดลงทันทีหรือไม่?
คำถาม
:
คนไข้ควรลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การผ่าตัดแบบแบนดิ้งเป็นการผ่าตัดที่ช่วยให้คนไข้ปรับเปลี่ยนนิสัยการกินอาหาร
ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยและรู้สึกอิ่มเร็ว
การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
คำถาม
:
การผ่าตัดแบบแบนดิ้ง
มีความปลอดภัยหรือไม่?
คำถาม
:
การผ่าตัดทุกชนิดนั้นมีความเสี่ยง
คนไข้ของเรานั้นมักมีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว
ซึ่งปัญหาสุขภาพที่มีอยู่ก่อนแล้วนั้นอาจเพิ่มอัตราเสี่ยงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัดได้
อย่างไรก็ตาม
ทีมศัลยแพทย์แอลบีเอสได้มีมาตรการเพื่อที่จะป้องกันและจัดการกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิคขึ้นได้
หากคนไข้รู้สึกไม่มั่นใจหรือยังมีข้อสงสัย
ทางทีมศัลยแพทย์ก็จะยังไม่ทำการผ่าตัดให้จนกว่าคนไข้จะรู้สึกพร้อมและมั่นใจ
คำถาม
:
หากน้ำหนักลดลงมาก ควรทำศัลยกรรม
เพื่อตัดเอาผิวหนังส่วนเกินออกหรือไม่?
คำตอบ
:
คนไข้ส่วนใหญ่อาจพบปัญหาผิวหนังหย่อนยานหลังจากการลดน้ำหนักมากๆ
หากต้องการทำศัลยกรรมคนไข้ควรรอ
1-2
ปี หลังจากการผ่าตัดลดน้ำหนัก
คำถาม
:
ราคาของการผ่าตัดแบบแบนดื้ง
อยู่ที่เท่าใด?
คำตอบ
:
ราคาของการผ่าตัด
อาจมีราคาแตกต่างกันออกไปในแต่ละราย
ราคาของเข็มขัดสายรัดและอุปกรณ์ในการผ่าตัดแบนดิ้งนั้นสูงมาก
อย่างไรก็ตามราคาของการผ่าตัดลดน้ำหนักกับทีมศัลยแพทย์แอลบีเอสอินเตอร์เนชั่นแนลนั้น
มีราคาเพียง
1 ใน
3
ของราคาของการผ่าตัดลดน้ำหนักในต่างประเทศ
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดต่อสอบถาม
คำถาม
:
หลังการผ่าตัดแบบแบนดิ้งจะต้องพักฟื้นนานเท่าไร?
คำตอบ :
ปกติคนไข้ผ่าตัดแบนดิ้งในต่างประเทศจะใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อยกว่า
24ชั่วโมง
แต่ทีมศัลยแพทย์แอลบีเอสในประเทศไทยจะให้คนไข้พักฟื้นที่โรงพยาบาล
1
คืนเพื่อความสะดวกสบายของคนไข้
คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงานได้หลังการผ่าตัด1สัปดาห์
และจะเริ่มออกกำลังกายได้หลังจากนั้น
1
เดือน
หากมีภาวะแทรกซ้อนระยะเวลาในการพักฟื้นก็จะนานขึ้น
คำถาม
:
จะมีอาการป่วยหลังการผ่าตัดแบนดิ้งหรือไม่?
คำตอบ :
โดยทั่วไปคนไข้อาจรู้สึกคลื่นไส้
อาเจียน ผอืดผะอม
หากเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดหรือรับประทานอาหารผิดประเภทแต่บางกรณีอาจหมายถึงอุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในร่างกายมีปัญหา
!!ติดต่อเราทันที!!
ควรหลีกเลี่ยงการอาเจียน
เพราะการอาเจียนจะทำให้กระเพาะอาหารที่ถูกเข็มขัดรัดไว้ขยายตัว
ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหากระเพาะอาหารฉีกขาดได้
ในบางกรณีหากคนไข้อาเจียนมากๆ
คนไข้จะต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง
คำถาม
:
หากคนไข้ป่วย ควรปฎิบัติตัวอย่างไร?
คำตอบ
:
ข้อดีของการทำการทำผ่าตัดแบบแบนดิ้ง
คือ สามารถแก้ไขและเอาอุปกรณ์ออกได้
หากคนไข้ป่วยต้องทานอาหารเพิ่มมากขึ้น
ก็สามารถปรับเข็มขัดรัดกระเพาะให้ขยายใหญ่ขึ้นโดยการดูดน้ำเกลือออกไป
และ
หากคนไข้หายจากอาการป่วยและต้องการกลับมาลดน้ำหนักอีกครั้ง
ก็จะปรับให้เข็มขัดรัดกระเพาะแน่นขึ้นจากเดิมด้วยการฉีดน้ำเกลือเพิ่มเข้าไป
ในกรณีที่เข็มขัดขยายตัวได้น้อยเกินไป
ก็สามารถผ่าตัดเอาอุปกรณ์ออกได้
คำถาม
:
คนไข้ต้องมาพบแพทย์บ่อยๆ
หลังจากการผ่าตัดแบนดิ้งอีกหรือไม่?
คำตอบ :
คนไข้แบนดิ้งต้องมาพบแพทย์เป็นระยะๆเพื่อตรวจร่างกาย
โดยทั่วไปจะต้องมาพบแพทย์อาทิตย์ละหนึ่งครั้งหรือสองอาทิตย์ครั้งในเดือนแรก
ทุกๆเดือนในช่วงปีแรก
ทุกสามเดือนในปีที่สอง
ทุกหกเดือนในปีที่สาม
การปรับขนาดสายรัดจะมีขึ้นในบ้างครั้งของการมาพบแพทย์
คำถาม
:
อาหารแบบใดที่สามารถรับประทานได้
หลังการผ่าตัด?
คำตอบ :
หลังเสร็จจากการผ่าตัดทีมศัลยแพทย์แอลบีเอสจะให้คนไข้ทานแต่อาหารเหลวเท่านั้นจนกว่าแผลจะหาย
โดยแพทย์จะให้คำแนะนำแก่คนไข้เกี่ยวกับประเภทและปริมาณอาหารที่สามารถรับประทานได้และไม่ควรรับประทาน
คนไข้บางรายจะทานอาหารที่สามารถแปลงเป็นน้ำตาลแล็คโตสไม่ได้
เช่น
อาหารประเภทนมหลังจากแผลหายดีแล้ว
คนไข้สามารถทานอาหารได้เกือบทุกชนิดที่ไม่ทำให้ป่วย
อย่างไรก็ตามคนไข้ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ในปริมาณแต่น้อย
ควรงดอาหารที่มีแป้งน้ำตาลและไขมันเยอะๆ
เช่น น้ำหวาน ขนมหวานทุกชนิด มิลล์เช็ค
น้ำปั่น ชาเย็น
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เฟร้นฟราย
เป็นต้น
เพราะอาหารจำพวกนี้จะทำให้ลดน้ำหนักได้ช้าลง
คำถาม
:
สามารถทานอาหารนอกบ้านได้หรือไม่?
คำตอบ
:
ได้
แต่ควรสั่งในปริมาณสำหรับเด็ก
และควรเป็นอาหารจำพวก
appetizer
ที่ไม่ใช่ของมัน
ของทอด
อาจจะสลัดผักที่ราดครีมสลัดน้อยๆ
หรือราดน้ำสลัดแบบใส ผัดผัก ผักต้ม
น้ำพริก
ควรรับประทานอาหารอย่างช้าๆเพื่อให้รู้สึกอิ่มพร้อมกับเพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร
คำถาม
:
สามารถดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอกอฮอล์ได้หรือไม่?
คำตอบ
:
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดนั้นมีปริมาณแคลอรี่สูงมาก
ท่านสามารถดื่มไวน์และเครื่องดื่มแอกอออล์สักแก้วหนึ่งในช่วงโอกาศพิเศษ
คำถาม
:
จะต้องทานวิตามินเสริมหรือไม่?
คำตอบ
:
นอกเหนือจากการทานอาหารมื้อเล็กๆให้ครบ
3 มื้อต่อวัน
คนไข้ก็ควรทานวิตามินเสริมเพื่อให้ได้วิตามินและสารอาหารที่ครบถ้วน
การพบแพทย์ในแต่ละครั้งแพทย์ก็จะตรวจว่าคนไข้มีระดับวิตามินบี
12,
กรดโฟลิก
และธาตุเหล็กเพียงพอหรือไม่
คำถาม :
ยาชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยง?
คำตอบ
:
แพทย์จะแนะนำให้คนไข้หลีกเลี่ยงยาประเภท
แอสไพริน ยาแก้ปวด
ยาบรรเทาอาการปวดตามข้อ (non-steriodal
anti-inflammatory)
ยาเหล่านี้จะทำให้กระเพาะอาหารระคายเคือง
ที่เป็นสาเหตุให้ต้องเอาอุปกรณ์สายรัดกระเพาะออกในภายหลัง
แต่คนไข้สามารถทานยาที่แพทย์สั่งได้
โดยหักให้มีขนาดเล็กลงหรือบดให้ละเอียดแล้วผสมน้ำดื่ม
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานยาทุกชนิด
คำถาม
:
สามารถออกกำลังกายแบบใดได้บ้าง?
คำตอบ :
หลังจากพ้นช่วงพักฟื้น
คนไข้ไม่ควรออกกำลังกายที่ต้องยืดลำตัว
ช่วงท้องในช่วง
3
เดือนแรก เช่น แอโรบิก ยืดตัว โยคะ พิลาเต้
เป็นต้น
คำถาม
:
จะมีอาการท้องผูกหรือไม่?
คำตอบ
:
เมื่อคนไข้ทานอาหารจำนวนน้อยลง
ก็จะมีไฟเบอร์ลดน้อยลง
ทำให้อาจมีอาการท้องผูกได้
หากมีอาการท้องผูกมาก
ก็ควรปรึกษาแพทย์
ซึ่งมักแนะนำให้คนไข้ทานยาถ่าย
laxative
และดื่มน้ำสะอาดเยอะๆประมาณ
6-8
แก้วต่อวัน
คำถาม
:
หลังทำผ่าตัดแบบแบนดิ้ง
สามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่?
คำตอบ
:
หากคนไข้น้ำหลักลดลง
ก็สามารถตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น
เมื่อสุขภาพดีขึ้นประจำเดือนก็จะมาตามปกติ
หากคนไข้ตั้งครรภ์แล้วต้องการขยายเข็มขัดรัดกระเพาะให้ใหญ่ขึ้น
เพื่อรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นก็สามารถทำได้
เมื่อคลอดบุตรแล้วก็สามารถกลับมาลดน้ำหนักโดยการรัดเข็มขัดสายรัดกระเพาะให้แน่นขึ้นกว่าเดิม |