|
พบศัลยแพทย์และตรวจร่างกายก่อนเข้ารับการผ่าตัด
(Pre-operative
appointment)
ท่านจะต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอีกครั้ง
1
อาทิตย์ ก่อนเข้ารับการผ่าตัด
ในวันนี้แพทย์จะตรวจสอบประวัติของท่านและดูผลการตรวจร่างกาย
(Pre-operative test)
ท่านควรนำรายชื่อยาที่ท่านรับประทานอยู่มาด้วย
โดยแพทย์จะอธิบายถึงยาที่ท่านควรทานก่อนและหลังการผ่าตัด
และอธิบายถึงวิธีการผ่าตัดและการปฏิบัติตัวให้คนไข้เข้าใจอีกครั้ง
วันก่อนวันผ่าตัดควรทานอาหารเหลวเท่านั้น
โดยทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อน 6
โมงเย็น
โดยทั่วไปการครวจจะร่างกายประกอบด้วยการตรวจเลือด
ฉายภาพรังสีทรวงอก (Chest
X-ray )
ตรวจคลื่นและอัตราซาวน์หัวใจ
ส่องกล้องทางหลอดอาหาร
(upper endoscopy)
ในคนไข้บางรายอาจจะต้องตรวจ
doppler ultra
sound lower extremities
เเละ pulmonary function test (PFT's)
เพิ่มเติมด้วย การส่องกล้องทางหลอดอาหาร
(Gastrocscopy)
จะทำภายใต้ยาชา
ดังนั้นท่านควรทำท้องให้ว่าง
โดยดื่มน้ำแก้วสุดท้าย 2
ชั่วโมงก่อนการส่องกล้องทางหลอดอาหาร
ยาประจำตัว
(Daily medication)
1.
แอสไพริน
(Aspirin)
ควรงดทานยาแอสไพรินหรือยาชนิดอื่นๆที่มีแอสไพรินผสมอยู่อย่างน้อย
7-10
วันก่อนวันผ่าตัด
2.
ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมน
(Birth Control Pills,
Hormone)
งดทานยาคุมกำเนิด
ฮอร์โมนเอสโตรเจนและ
โปรเจสโตรโรน
ก่อนวันผ่าตัดอย่างน้อย
1
อาทิตย์
3.
ยาโรคเบาหวาน
(Metformin
)
หากท่านทานยา Metformin
อยู่ ควรงดทานอย่างน้อย
2
วัน ก่อนวันผ่าตัด
4.
ยาขับปัสสาวะ
(Diuretics)
หากท่านทานยาขับปัสสาวะหรือยาสำหรับโรคความดันโลหิตสูงอยู่
มีหรือเคยมีค่าโปรแตสเซี่ยมต่ำ
กรุณาแจ้งให้เราทราบ
5.
ยาตามใบสั่งแพทย์สำหรับทานก่อนผ่าตัด
แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะให้ท่านทานสำหรับก่อนและหลังผ่าตัด
เพื่อป้องกันการติดเชื้อและอาการอื่นๆ
หลังผ่าตัด
6.
สุรา
ควรงดการดื่มสุรา
เพราะทำให้ตับและกระเพาะอาหารระคายเคือง
เพิ่มค่ากรดในกระเพาะอาหารซึ่งทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนสู่หลอดอาหาร
(reflux)
และทำให้แผลผ่าตัดหายช้า
คนไข้โรคอ้วนทั่วไปจะมีด่าไขมันในตับ
(fatty liver)
สูงอยู่แล้ว
หากดื่มสุราเข้าไปก็จะเป็นอันตรายต่อตับ
ในช่วงเวลาที่น้ำหนักลดมากๆ
ตับจะอ่อนแอต่อสารพิษ เช่น สุรา มาก
อีกทั้งเครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์นั้นมีส่วนผสมของน้ำตาล
อาจทำให้น้ำหนักของท่านลดช้าลงได้
!!ท่านควรงดดื่มสุราอย่างน้อย
1 ปีหลังจากการผ่าตัด!!
7.
บุหรี่
การสูบบุหรี่ทำให้การทำงานของปอดแย่ลง
ยิ่งไปกว่านั้นการสูบบุหรี่ทำให้อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัดสูงขึ้น
แผลหายช้า
นอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นเป็นอันตรายต่อหัวใจและปอดแล้ว
การสูบบุหรี่ยังทำให้กระเพาะอาหารผลิตกรดออกมามาก
ทำให้กระเพาะเป็นแผล
ท่านควรงดสูบบุหรี่อย่างน้อย
2
เดือนก่อนวันผ่าตัด!!
หลังจากผ่าตัดแล้วท่านควรเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด!!
ข้อแนะนำที่ทำให้ท่านหายเร็วยิ่งขึ้น
(Exercises)
เริ่มด้วยการฝึกหายใจเข้า-ออกลึกๆและฝึกไอจากช่องท้อง
ทำให้สามารถขับเอาเสมหะหรือสิ่งต่างๆที่เป็นสาเหตุของอาการปอดบวม
ออกมาได้ อีกทั้งควรฝึกบริหารขาและเท้าโดยการหมุนเท้าและขาเป็นวงกลม
วิธีการฝึกหายใจและการฝึกไอมีดังต่อไปนี้
v
หายใจเข้าลึกๆ
v
ค้างไว้
3 วินาที
v
หายใจออกให้หมด
v
ทำซ้ำสามครั้ง;
2-3 วันก่อนวันผ่าตัด
ฝึกหายใจ 10 ครั้ง ทุกๆ 2 ชั่วโมง
v
การไอที่ถูกต้องควรไอจากช่องท้อง
ไม่ใช่ไอจากลำคอ
เพื่อให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง
การบริหารน่อง,
ขาและเท้าเป็นประจำ
เพื่อให้เลือดหมุนเวียนได้สะดวก
มีวิธีปฏิบัติดังนี้
v
ดันปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้างกับปลายเตียงแล้วปล่อย
v
หมุนข้อเท้าซ้ายและขวา
ทำซ้ำสามครั้ง
***ก่อน-หลังผ่าตัด
ท่านควรฝึกหายใจเข้าออก
ฝึกไอและหมั่นบริหารน่อง ขา และเท้าอย่างน้อยชั่วโมงละครั้ง***
วันก่อนเข้ารับการผ่าตัด
(The Day Before Surgery)
วันก่อนการผ่าตัด
ท่านทานอาหารเหลวแบบใสได้อย่างเดียวเท่านั้น
ได้แก่อาหารพวก น้ำเปล่า ชา กาแฟ น้ำผลไม้
ซุปใส น้ำอัดลม ไอติมแท่ง
เยลลี่ไม่มีน้ำตาล
การทำให้ท้องว่างก่อนการผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญมาก
ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดอาหารมื้อสุดท้ายของวันก่อนผ่าตัด
(ซุปเท่านั้น)
ควรทานอาหารก่อนเวลา
6 โมงเย็น
หลังจากเที่ยงคืนไปแล้วควรงดน้ำงดอาหาร
หากต้องทานยาควรทานด้วยน้ำเพียง
1 จิบ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการสำลักขณะดมยาสลบ
หากมีอาหารหรือของเหลวในท้องวิสัญยีแพทย์
จะทำการดมยาสลบให้ท่านไม่ได้
!!
หากท่านรู้สึกป่วยก่อนวันผ่าตัด
กรุณาติดต่อเรา !!
**หากท่านมีไข้
เป็นหวัด หรือมีอาการไอ
ก่อนวันผ่าตัดกรุณาแจ้งให้เราทราบ
เพื่อที่เราจะได้เลื่อนเวลาผ่าตัดออกไปก่อน**
ตารางอาหารที่ทานได้ในวันก่อนผ่าตัด:
อาหารเหลวแบบใสเท่านั้น!!
มื้อเช้า:
ซุปใส ต้มจืด
น้ำแอปเปิ้ล
น้ำองุ่น เยลลี่ที่ไม่มีน้ำตาล ชา
และกาแฟที่ไม่มีสารคาเฟอีน
มื้อกลางวัน:
ซุปใส ต้มจืด
น้ำแอปเปิ้ล
น้ำองุ่น เยลลี่ที่ไม่มีน้ำตาล ชา
และกาแฟที่ไม่มีสารคาเฟอีน
มื้อเย็นก่อน
6 โมงเย็น:
เหมือนกับมื้อเช้าและมื้อกลางวัน
วันผ่าตัด
(Day of Surgery)
1.
คำแนะนำทั่วไป
ทานยาด้วยน้ำเพียงหนึ่งจิบ
ควรอาบน้ำในตอนเช้าก่อนวันผ่าตัด
ไม่ควรทาเล็บ ไม่ใส่น้ำหอม
หรือทาครีมทาผิว ท่านสามารถใส่ฟันปลอมได้
แต่จะต้องถอดฟันปลอมออกก่อนเข้าห้องผ่าตัด
ควรใส่แว่นตาแทนการใส่คอนแทคเลนส์ในวันผ่าตัด
2.
ที่โรงพยาบาลก่อนเข้าห้องผ่าตัด
เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกราวน์และสวมสลิปเปอร์
ถอดฟันปลอม และคอนแทคเลนส์ออก
ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง วัดอุณหถูมิ
เช็คความดันและอัตราการเต้นของหัวใจ
ใส่สายน้ำเกลือ
3.
ในห้องผ่าตัด
จะประกอบไปด้วยทีมศัลยแพทย์แอลบีเอส
วิสัญญีแพทย์ นางพยาบาล
ที่จะช่วยให้ท่านรู้สึกผ่อนคลายก่อนการดมยาและการผ่าตัด
ระยะเวลาการผ่าตัดจะอยู่ประมาณ
1-1.5
ชั่วโมง
4.
ห้องพักฟื้น
หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว
ท่านก็จะถูกย้ายไปยังห้องพักฟื้นห้องพิเศษ
และพยาบาลจะคอยเฝ้าดูอาการของท่านจนกว่าสัญญาณชีพต่างๆคงที่ก็จะย้ายท่านไปยังห้องรับรองพิเศษวีไอพีที่ได้จัดเตรียมไว้
หลังจากที่ท่านฟื้นจากการผ่าตัด
ท่านจะรู้สึกมึนงงเล็กน้อย
และจะยังมีถุงปัสสาวะติดอยู่
ซึ่งสามารถเอาออกได้ในวันถัดไป
การพักฟื้นในโรงพยาบาล
(Hospital Stay)
ที่ห้องพักฟื้น
(At Recovery Room)
ท่านจะเข้าพักในห้องพักในห้องรับรองพิเศษวีไอพีในขณะที่ยังมีสายน้ำเกลือติดอยู่
คืนวันผ่าตัดท่านจะต้องลุกออกจากเตียงโดยมีพยาบาลคอยช่วยให้ท่านเดินรอบๆห้องพัก
การเดินจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
หากท่านมีอาการกังวล
เครียด คลื่นไส้ เป็นตระคริว
กล้ามเนื้อหดเกร็ง หายใจไม่ทัน
หรืออาการเจ็บปวด
!!
ควรแจ้งให้พยาบาลทราบทันที !!
อาการอ่อนเพลียเมื่อยล้า
คลื่นไส้อาเจียน นอนไม่หลับ ปวดแผลผ่าตัด
ไม่อยากอาหาร ท้องเฟ้อ มีแก๊ซในกระเพาะอาหาร
ถ่ายเหลว อารมณ์ขึ้น-ลง
ในช่วงวันแรกและอาทิตย์แรกๆหลังการผ่าตัดเป็นอาการปกติ
หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆเหล่านี้
ท่านสามารถสอบถามทีมแพทย์และพยาบาลของเรา
คืนแรกหลังการผ่าตัด
ท่านควรลุกขึ้นนั่งและยืนขึ้น
บริหารเท้า ข้อเท้าและขา
ถึงแม้ท่านจะรู้สึกเจ็บก็ตาม
การลุกออกจากเตียงบ่อยๆจะทำให้ง่ายขึ้นในแต่ละครั้ง
ท่านจะรู้สึกมีแรงมากขึ้นและเจ็บน้อยลงด้วย
1
วันหลังการผ่าตัด
เราจะให้ท่านลุกออกจากเตียง
แล้วเดินไปรอบๆห้องพักอย่างน้อยวันละ
3 ครั้ง
รวมไปถึงการบริหารข้อเท้าและขา
บวกกับการฝึกหายใจ เข้า-ออก
10 ครั้ง
ทุกๆ 1 ชั่วโมง
ควรจำไว้ว่าหากลุกขึ้นเดินและบริหารขาและเท้าเยอะๆ
จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกพร้อมลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
คนไข้ผ่าตัดแบบบายพาส
เข้าพักที่โรงพยาบาลอย่างน้อย
3 วัน หรือ
นานกว่านั้น
หากมีอาการแทรกซ้อน
คนไข้ผ่าตัดแบบแบนดิ้ง
เข้าพักที่โรงพยาบาล
1 คืน หรือ
นานกว่านั้น
หากมีอาการแทรกซ้อน
ที่ห้องพักฟื้น
(Radiology)
เช้าวันที่
2
ท่านจะถูกพาไปยังห้องเอ็กสเรย์
เพื่อตรวจหารอยรั่วในช่องท้อง
(Upper Gastro Intestinal Leak Test)
โดยการกลืนของเหลวที่สามารถส่งภาพในขณะที่มันเดินทางจากหลอดอาหารไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กบนฟิล์มเอ็กสเรย์
หากไม่พบรอยรั่วบนฟิลม์เอ็กเสรย์
ท่านก็สามารถเริ่มทานอาหารเหลวได้
การบริหารความเจ็บปวด
หลังการผ่าตัด
(Pain Management)
ท่านอาจรู้สึกเจ็บบริเวณแผลจากการผ่าตัด
อาการเจ็บปวดเป็นอาการที่พบได้ในการผ่าตัดทุกชนิด
ท่านควรบริหารร่างกายด้วยการเดินเยอะๆ
ฝึกหายใจเข้า-ออกลึกๆ
และฝึกไอจากท้อง จะทำให้แข็งแรงเร็วเข้า
หากท่านรู้สึกเจ็บหลังผ่าตัด
ท่านควรกดปุ่มเพื่อให้ยาลดความเจ็บปวด
(PCA)
หรือทานยาแก้ปวด ปฏิบัติตามข้อแนะนำดังนี้
Ø
แจ้งให้แพทย์และพยาบาลทราบ
หากเกิดเจ็บปวด
Ø
คนไข้แต่ละราย
อาจมีความเจ็บปวดต่างกันออกไป
Ø
เตรียมตัวรับมือกับความเจ็บปวด
ในบางกรณีท่านอาจต้องใช้ยาแก้ปวดเพื่อให้ลุกจากเตียงขึ้นเดินได้
Ø
หลังการผ่าตัดท่านจะรู้สึกปวดในระดับปกติ
แต่ท่านไม่ควรรอให้ระดับความเจ็บปวดเพิ่มสูงขึ้นก่อน
ถึงจะกดปุ่มให้ยาแก้ปวดหรือทานยาแก้ปวด
Ø
ไม่ควรให้ญาติหรือบุคคลอื่น
กดปุ่มให้ยาแก้ปวดแก่ท่าน
ท่านไม่ควรเกรงใจ
ที่จะเรียกหาแพทย์และพยาบาล
หากท่านรู้สึกไม่สบาย
เรามีวิธีอธิบายระดับความเจ็บปวดที่ท่านรู้สึกอยู่
2 วิธี
วิธีที่
1
คือ ใช้เลข
0-10 (เลข
0
หมายถึงไม่เจ็บปวดเลย,
เลข 10
หมายถึงเจ็บปวดมากที่สุด)
วิธีที่
2
คือ ใช้คำอธิบาย (ไม่เจ็บ,
เจ็บน้อย,
เจ็บปานกลาง,
เจ็บมากที่สุด)
ที่บ้าน,
หากท่านรู้สึกปวดแผล
ท่านสามารถทานยาแก้ปวดที่ขายตามร้านขายยา
หรือ
ถ้าปวดมากท่านสามารถให้แพทย์สั่งยาแก้ปวดให้ท่านได้
อาการที่สามารถพบได้หลังเข้ารับการผ่าตัด
(Normal Symtoms)
**อาการเหล่านี้อาจจะเกิดหรือไม่เกิดกับท่านก็ได้**
1.
อาการบวมและช้ำ
หลังผ่าตัดจะมีอาการบวมและช้ำบ้าง
แต่หากมีอาการบวมและช้ำมากๆจะบ่งบอกถึงการมีเลือดออกภายในหรือมีการติดต่อเชื้อ
2.
มีอาการปวด รู้สึกไม่สบาย
อาการปวดเป็นอาการปกติหลังจากการผ่าตัดทุกชนิด
หากมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นแล้วทานยาแก้ปวดไม่หาย
กรุณาโทรหาเราที่ 02-6612242
3.
รู้สึกชา
เซลล์เส้นประสาทผิวหนังบางส่วนอาจขาดออกกันจากการผ่าตัด
ความรู้สึกในบริเวณนั้นๆจะค่อยๆกลับมา
และจะต่อกลับมาอย่างสมบูรณ์ภายใน
2-3
เดือน
4.
อาการคัน
อาการคันบริเวณผิวหนังแผลเป็น
เป็นอาการปกติที่แสดงว่าแผลกำลังจะหาย
น้ำแข็ง โลชั่น
หรือการนวดก็จะช่วยบรรเทาอาการคันได้
5.
แผลเป็นมีสีแดง
แผลเป็นใหม่ๆจะมีสีแดง ม่วง
หรือสีชมพูเข้ม หลังจากนั้น
1
ปี แผลเป็นก็จะจางลงจนเกือบหมดไป
โลชั่นวิตามินอีสามารถช่วยให้แผลเป็นจางลงได้
6.
รู้สึกเพลีย หมดแรง
อาการเพลีย
อาการเหนื่อยล้าเป็นอาการปกติที่สามารถพบได้หลังจากการผ่าตัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเพิ่งได้รับการผ่าตัดใหญ่มา
จึงต้องใช้เวลาในการพักฟื้นบ้าง
ท่านควรดื่มน้ำมากๆ ยารักษาโรคเบาหวาน
ยารักษาโรคความดัน
และยาบางชนิดอาจทำให้ท่านรู้สึกอ่อนเพลียได้
7.
คลื่นไส้
อาการคลื่นไส้จะเกิดในช่วงอาทิตย์แรกๆ
อาการนี้โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับภาวะมีกรดในกระเพาะอาหาร,
สูดดมกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์,การทานยาแก้ปวด,
คัดจมูก,ท้องว่างหรือขาดน้ำ
หากท่านคลื่นไส้ควรทานยาลดกรด เช่น
antacid
ทานอาหารให้ครบทุกมื้อเพื่อไม่ให้ท้องว่าง
หลีกเลี่ยงสูดดมกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์
หากท่านรู้สึกคลื่นไส้ทำให้ดื่มน้ำเปล่าได้ยาก
ควรลองดื่มชาเป๊ปเปอร์มิ้นต์ น้ำขิง
ท่านควรดื่มน้ำวันละ 1-2
ลิตร หรือทานยาลดอาการคลื่นไส้จำพวก
(Prochlorperazine)
8.
อาเจียน
การอาเจียนมักบ่งชี้ว่า
ท่านทานอาหารมากเกินไป
เคี้ยวอาหารให้ละเอียด
ควรทานอาหารครึ่งเดียวของปริมาณของอาหารที่ท่านเตรียมมา
ปริมาณของอาหารที่ท่านทานได้โดยไม่อาเจียนจะอยู่ที่
2-3
ช้อนชา
การอาเจียนมากกว่า 1วันอาจทำให้เกิดปัญหาภาวะขาดน้ำที่ต้องควรระวัง
!!หากท่านมีปัญหาในการกลืนอาหาร
โปรดโทรหาเรา!!
9.
การขับถ่าย
การถ่ายเหลว 1-4
ครั้งต่อวันในเดือนแรกหลังการผ่าตัดเป็นอาการปกติ
อุจจาระมีกลิ่นบ่งชี้ถึงอาการท้องเฟ้อ
คนไข้ในบางรายอาจมีอาการท้องเสียมากกว่า
1 เดือน
อาการทั้งหมดนี้จะหายหมดไปภายใน 1
ปีหรือหลังจากที่ลำไส้ปรับตัวได้แล้ว
10.
ถ่ายเหลว ท้องเสีย
หากท่านยังอยู่ในช่วงทานอาหารอ่อน
ท่านจะยังมีอาการถ่ายเหลวอยู่
อาการถ่ายเหลวจะหายไปเอง
หลังจากท่านเริ่มทานอาหารปกติได้แล้ว
อาหารที่มีส่วนผสมของนมและอาหารที่มีปริมาณไขมันสูงๆเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้
ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมวัว
(โปรดอ่านฉลาก)
แต่ท่านสามารถทานโยเกิร์ตได้
หากยังมีอาการถ่ายเหลวให้ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง
เช่น ข้าว,ข้าวโอ๊ต,
กล้วย
การดื่มนมเปรี้ยวที่มีแลคโตบาซิลัส เช่น
ยาคูล 1 ขวดต่อวัน
การดื่มนมเปรี้ยวนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้
!!
หากมีอาการปวดท้องเกร็งและท้องเสียร่วมกัน
มากกว่า 2 วัน
โปรดโทรหาเรา !!
11.
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
อาการท้องเฟ้อเกิดจากมีก๊าซในกระเพาะอาหาร
ทุกคนก็มีก๊าซในระบบย่อยอาหารอยู่แล้ว
ก๊าซมาจากสาเหตุ
2 ประการ อย่างแรก
คือ การกลืนอากาศเข้าไปในท้อง
และอย่างที่สองคือ
จากการปฏิกิริยาของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่กับอาหารบางประเภท
เช่น ถั่ว ผัก ผลไม้บางชนิด น้ำอัดลม
อาหารที่ทำจากนม
อาหารที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
มีวิธีปฏิบัติตัวดังนี้;
v
ทานอาหารอย่างช้าๆ
เคี้ยวอาหารให้ละเอียด
v
หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งและการอมลูกอม
v
ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม
v
ทานยาประเภท
Acidophilus, Gas-X,
Gaviscon, Lactaid
v
ดมยาดมเพื่อลดการดมกลิ่นอันไม่พึงประสงค์
12.
ภาวะขาดน้ำ
ภาวะขาดน้ำอาจเกิดขึ้นหากท่านดื่มน้ำน้อยเกินไป
โดยสังเกตุได้จากอาการเหล่านี้
ปัสสาวะมีสีเข้ม อ่อนเพลียง่าย
ริมฝีปากแตก ผิวแห้ง รู้สึกคอแห้ง หน้ามืด
ปวดหลังส่วนปลาย ลิ้นเป็นฝ้าสีขาว
ภาวะขาดน้ำอาจทำให้ไตและต่อมถุงน้ำดีทำงานหนัก
วิธีการป้องกันภาวะขาดน้ำดังนี้;
v
ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1-2
ลิตร
v
ควรมีขวดน้ำติดไว้ในกระเป๋า ในรถ
บนโต๊ะทำงาน
ที่ๆท่านสามารถหยิบน้ำมาดื่มได้สะดวก
v
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน-สารนี้เป็นสารขับปัสสาวะ
v
ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวาน
เช่น
diet coke pepsi max
เป็นต้น
เพราะสารให้ความหวานทำให้ท้องเสีย ท้องอืด
ท้องเฟ้อ มีก๊าซในกระเพาะอาหาร
v
อมก้อนน้ำแข็ง
13.
ไส้เลื่อน
ไส้เลื่อนหมายถึงภาวะที่ลำไส้ได้เคลื่อนที่ออกจากช่องท้องมาสู่ภายนอก
เกิดได้จากหลายสาเหตุ
โดยลำไส้อาจจะเลื่อนมาในบริเวณขาหนีบ
หรือตำแหน่งรอยผ่าตัด สังเกตุได้จากมีก้อนโตใต้ผิวหนัง
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงคือผู้ที่มีความดันในช่องท้องสูงเช่น
การตั้งครรภ์ ไอเรื้อรัง คนอ้วน ท้องผูก
ต่อมลูกหมากโตทำให้ต้องเบ่งเมื่อปัสสาวะ
มีก้อนที่บริเวณขาหนีบ
ข้อดี
ผู้เข้ารับการผ่าตัดลดน้าหนักผ่านกล้องนั้น
จะเป็นโรคไส้เลื่อนจากการผ่าตัดน้อยมาก
ท่านสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นไส้เลื่อนได้
โดยไม่ยกของหนักที่ต้องใช้กำลังท้องอย่างน้อย
10-12
สัปดาห์หลังการผ่าตัด ไม่ไอแรงๆ
ไม่กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ สังเกตุอาการของไส้เลื่อนได้จากการรู้สึกมีเสียงเคลื่อนไหวของลำไส้เหมือนเวลาเราหิวข้าว
มีอาการปวดท้องอย่างมาก
แรกๆจะปวดบิดๆ คลื่นไส้อาเจียน
ปวดท้องมวนๆ ท้องอืด ไม่ผายลม
ไส้เลื่อนสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดเท่านั้น
14.
ลิ้นเป็นฝ้าขาว
หลังจากการผ่าตัด ท่านอาจสังเกตุเห็นลิ้นเป็นฝ้าขาว
มักจะเกิดจากยาปฏิชีวนะที่ทานก่อนการผ่าตัด
หากท่านมีฝ้าขาวที่ลำคอ ตกขาว
ควรปรึกษาแพทย์
ท่านสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้โดยการทานยา
acidophilus
พร้อมกับยาชนิดอื่นสำหรับหลังการผ่าตัด
15.
ภาวะโลหิตจาง
ภาวะโลหิตจาง เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก
และวิตามิน
B12
เนื่องจากการรับประทานอาหารนอยลง
การดูดซึมเหล็กลดลง และการสรางวิตามิน
B12
ไมเพียงพอ
ข้อแนะนำของเราสำหรับท่านที่ยังมีประจำเดือนอยู่
สามารถป้องกันอาการโลหิตจางได้โดยการทานวิตามินที่มีธาตุเหล็กผสมอยู่
สามารถสังเกตุได้จากผิวหนังมีสีซีด
อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หายใจไม่ออก
**หลีกเลี่ยงการทานธาตุเหล็กกับแคลเซี่ยมด้วยกัน
เพราะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้**
16.
ผมร่วง
ปัญหาผมบางอาจเกิดได้หลังจากลดน้ำหนักมากๆ
ในเดือนที่
4-6
หลังการผ่าตัด ท่านสามารถลดอาการผมร่วงได้
โดยการทานวิตามินรวมและโปรตีนอย่างน้อย
60
กรัมทุกวัน ควรหลีกเลี่ยงการดัดหรือย้อมผมในช่วงเวลานี้
17.
เพศสัมพันธ์
ท่านสามารถประกอบกิจกรรมทางเพศได้
เมื่อท่านรู้สึกพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ผู้หญิงอาจจะต้องใช้การคุมกำเนิดแบบภายนอกหรือแบบฉีดแทนแบบเม็ด
เพราะร่างกายอาจจะดูดซึมได้ยาก
ท่านสามารถตั้งครรภ์หลังจากการผ่าตัดได้อย่างน้อย
1.5 2 ปี
18.
สิว
ร่างกายของท่านอาจต้องการขับไขมันทางผิวหนังชั่วคราว
ควรพบแพทย์ผิวหนัง
การตั้งครรภ์
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า
เราแนะนำให้ใช้การคุมกำเนิดภายนอกหรือแบบฉีด
ท่านสามารถวางแผนเพื่อการตั้งครรภ์หลังจากการผ่าตัดไปแล้ว
18 เดือน ท่านไม่ควรตั้งครรภ์ก่อนระยะเวลานี้
เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของท่านและเด็กในครรภ์
เนื่องจากอยู่ในช่วงที่น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว |