ข้อแนะนำก่อน-หลังการผ่าตัดลดน้ำหนัก 

 เตรียมตัวก่อนเข้าทำการผ่าตัด (Preparing for Surgery)

หลังจากที่ท่านได้ตัดสินใจเพื่อทำการผ่าตัดน้ำหนักกับทีมศัลยแพทย์แอลบีเอสแล้ว ท่านควรปฏิบัติตามข้อแนะนำของเราเพื่อที่จะเตรียมร่างกายและจิตใจของท่านให้พร้อมก่อนวันเข้ารับการผ่าตัด 

1.     ควรฝึกรับประทานวิตามินเสริมวันละครั้ง เพื่อให้ท่านรู้สึกคุ้นเคยกับการรับประทานวิตามิน โดยท่านสามารถซื้อวิตามินรวมตามร้านขายยาได้ เช่น Centrum หรือ หากท่านต้องการศัลยแพทย์ของเราจะสั่งวิตามินให้ท่าน 

2.     ฝึกออกกำลังกายด้วยการเดินมากๆ  ควรเริ่มต้นด้วยการเดิน 15-20 นาทีต่อวัน เพราะการเดินจะทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น เมื่อเลืดดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้หายใจได้สะดวก อีกทั้งแผลผ่าตัดก็จะหายเร็วขึ้นด้วย

3.     รักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ เพื่อป้องกันปัญหาโรคผิวหนังซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แผลผ่าตัดหายช้า โดยอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง สบู่ที่ใช้ควรเป็นสบู่ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ เช่น สบู่ Dettol Protex Safeguard เป็นต้น  ควรอาบน้ำในตอนเช้าของวันผ่าตัด โดยไม่ต้องแต่งหน้า ไม่ทาโลชั่น ไม่ทาครีมบำรุงผิว ทาเล็บ หรือฉีดน้ำหอม 

โทรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
วันนี้ที่ :

02-661-2242
lbs.intl@gmail.com


คลิคที่นี้เพื่อนัดพบลยแพทย์แอลบีเอส


 
พบศัลยแพทย์และตรวจร่างกายก่อนเข้ารับการผ่าตัด (Pre-operative appointment)

ท่านจะต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอีกครั้ง  1 อาทิตย์ ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ในวันนี้แพทย์จะตรวจสอบประวัติของท่านและดูผลการตรวจร่างกาย (Pre-operative test) ท่านควรนำรายชื่อยาที่ท่านรับประทานอยู่มาด้วย โดยแพทย์จะอธิบายถึงยาที่ท่านควรทานก่อนและหลังการผ่าตัด และอธิบายถึงวิธีการผ่าตัดและการปฏิบัติตัวให้คนไข้เข้าใจอีกครั้ง วันก่อนวันผ่าตัดควรทานอาหารเหลวเท่านั้น โดยทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อน 6 โมงเย็น

โดยทั่วไปการครวจจะร่างกายประกอบด้วยการตรวจเลือด ฉายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray ) ตรวจคลื่นและอัตราซาวน์หัวใจ ส่องกล้องทางหลอดอาหาร (upper endoscopy) ในคนไข้บางรายอาจจะต้องตรวจ doppler ultra sound lower extremities เเละ pulmonary function test (PFT's) เพิ่มเติมด้วย การส่องกล้องทางหลอดอาหาร (Gastrocscopy) จะทำภายใต้ยาชา ดังนั้นท่านควรทำท้องให้ว่าง โดยดื่มน้ำแก้วสุดท้าย  2 ชั่วโมงก่อนการส่องกล้องทางหลอดอาหาร 

 ยาประจำตัว (Daily medication)

1.     แอสไพริน (Aspirin)  ควรงดทานยาแอสไพรินหรือยาชนิดอื่นๆที่มีแอสไพรินผสมอยู่อย่างน้อย 7-10 วันก่อนวันผ่าตัด

2.     ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมน (Birth Control Pills, Hormone)  งดทานยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนเอสโตรเจนและ

โปรเจสโตรโรน ก่อนวันผ่าตัดอย่างน้อย 1 อาทิตย์

3.     ยาโรคเบาหวาน (Metformin ) หากท่านทานยา Metformin อยู่ ควรงดทานอย่างน้อย 2 วัน ก่อนวันผ่าตัด

4.     ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) หากท่านทานยาขับปัสสาวะหรือยาสำหรับโรคความดันโลหิตสูงอยู่ มีหรือเคยมีค่าโปรแตสเซี่ยมต่ำ กรุณาแจ้งให้เราทราบ

5.     ยาตามใบสั่งแพทย์สำหรับทานก่อนผ่าตัด แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะให้ท่านทานสำหรับก่อนและหลังผ่าตัด  เพื่อป้องกันการติดเชื้อและอาการอื่นๆ หลังผ่าตัด 

6.     สุรา ควรงดการดื่มสุรา เพราะทำให้ตับและกระเพาะอาหารระคายเคือง เพิ่มค่ากรดในกระเพาะอาหารซึ่งทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนสู่หลอดอาหาร (reflux)  และทำให้แผลผ่าตัดหายช้า คนไข้โรคอ้วนทั่วไปจะมีด่าไขมันในตับ (fatty liver) สูงอยู่แล้ว หากดื่มสุราเข้าไปก็จะเป็นอันตรายต่อตับ ในช่วงเวลาที่น้ำหนักลดมากๆ ตับจะอ่อนแอต่อสารพิษ เช่น สุรา มาก อีกทั้งเครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์นั้นมีส่วนผสมของน้ำตาล อาจทำให้น้ำหนักของท่านลดช้าลงได้

!!ท่านควรงดดื่มสุราอย่างน้อย 1 ปีหลังจากการผ่าตัด!!

7.     บุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้การทำงานของปอดแย่ลง ยิ่งไปกว่านั้นการสูบบุหรี่ทำให้อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัดสูงขึ้น แผลหายช้า นอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นเป็นอันตรายต่อหัวใจและปอดแล้ว การสูบบุหรี่ยังทำให้กระเพาะอาหารผลิตกรดออกมามาก ทำให้กระเพาะเป็นแผล

ท่านควรงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 เดือนก่อนวันผ่าตัด!! หลังจากผ่าตัดแล้วท่านควรเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด!! 

 ข้อแนะนำที่ทำให้ท่านหายเร็วยิ่งขึ้น (Exercises)

เริ่มด้วยการฝึกหายใจเข้า-ออกลึกๆและฝึกไอจากช่องท้อง ทำให้สามารถขับเอาเสมหะหรือสิ่งต่างๆที่เป็นสาเหตุของอาการปอดบวม ออกมาได้ อีกทั้งควรฝึกบริหารขาและเท้าโดยการหมุนเท้าและขาเป็นวงกลม  

 วิธีการฝึกหายใจและการฝึกไอมีดังต่อไปนี้

v     หายใจเข้าลึกๆ

v     ค้างไว้ 3 วินาที

v     หายใจออกให้หมด

v     ทำซ้ำสามครั้ง; 2-3 วันก่อนวันผ่าตัด ฝึกหายใจ 10 ครั้ง ทุกๆ 2 ชั่วโมง

v     การไอที่ถูกต้องควรไอจากช่องท้อง ไม่ใช่ไอจากลำคอ เพื่อให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง 

 การบริหารน่อง, ขาและเท้าเป็นประจำ เพื่อให้เลือดหมุนเวียนได้สะดวก มีวิธีปฏิบัติดังนี้

v      ดันปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้างกับปลายเตียงแล้วปล่อย

v      หมุนข้อเท้าซ้ายและขวา ทำซ้ำสามครั้ง

***ก่อน-หลังผ่าตัด ท่านควรฝึกหายใจเข้าออก ฝึกไอและหมั่นบริหารน่อง ขา และเท้าอย่างน้อยชั่วโมงละครั้ง*** 

 วันก่อนเข้ารับการผ่าตัด (The Day Before Surgery)

วันก่อนการผ่าตัด ท่านทานอาหารเหลวแบบใสได้อย่างเดียวเท่านั้น ได้แก่อาหารพวก น้ำเปล่า ชา กาแฟ น้ำผลไม้ ซุปใส น้ำอัดลม ไอติมแท่ง เยลลี่ไม่มีน้ำตาล การทำให้ท้องว่างก่อนการผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดอาหารมื้อสุดท้ายของวันก่อนผ่าตัด (ซุปเท่านั้น) ควรทานอาหารก่อนเวลา 6 โมงเย็น หลังจากเที่ยงคืนไปแล้วควรงดน้ำงดอาหาร

หากต้องทานยาควรทานด้วยน้ำเพียง 1 จิบ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการสำลักขณะดมยาสลบ หากมีอาหารหรือของเหลวในท้องวิสัญยีแพทย์ จะทำการดมยาสลบให้ท่านไม่ได้

!! หากท่านรู้สึกป่วยก่อนวันผ่าตัด กรุณาติดต่อเรา !!

**หากท่านมีไข้ เป็นหวัด หรือมีอาการไอ ก่อนวันผ่าตัดกรุณาแจ้งให้เราทราบ เพื่อที่เราจะได้เลื่อนเวลาผ่าตัดออกไปก่อน** 

 ตารางอาหารที่ทานได้ในวันก่อนผ่าตัด: อาหารเหลวแบบใสเท่านั้น!!

มื้อเช้า:  ซุปใส  ต้มจืด น้ำแอปเปิ้ล น้ำองุ่น เยลลี่ที่ไม่มีน้ำตาล ชา และกาแฟที่ไม่มีสารคาเฟอีน

มื้อกลางวัน: ซุปใส  ต้มจืด น้ำแอปเปิ้ล น้ำองุ่น เยลลี่ที่ไม่มีน้ำตาล ชา และกาแฟที่ไม่มีสารคาเฟอีน

มื้อเย็นก่อน 6 โมงเย็น: เหมือนกับมื้อเช้าและมื้อกลางวัน 

 วันผ่าตัด (Day of Surgery)

1.     คำแนะนำทั่วไป  ทานยาด้วยน้ำเพียงหนึ่งจิบ ควรอาบน้ำในตอนเช้าก่อนวันผ่าตัด ไม่ควรทาเล็บ ไม่ใส่น้ำหอม หรือทาครีมทาผิว ท่านสามารถใส่ฟันปลอมได้ แต่จะต้องถอดฟันปลอมออกก่อนเข้าห้องผ่าตัด ควรใส่แว่นตาแทนการใส่คอนแทคเลนส์ในวันผ่าตัด

2.     ที่โรงพยาบาลก่อนเข้าห้องผ่าตัด เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกราวน์และสวมสลิปเปอร์ ถอดฟันปลอม และคอนแทคเลนส์ออก ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง วัดอุณหถูมิ เช็คความดันและอัตราการเต้นของหัวใจ ใส่สายน้ำเกลือ

3.     ในห้องผ่าตัด จะประกอบไปด้วยทีมศัลยแพทย์แอลบีเอส วิสัญญีแพทย์ นางพยาบาล ที่จะช่วยให้ท่านรู้สึกผ่อนคลายก่อนการดมยาและการผ่าตัด  ระยะเวลาการผ่าตัดจะอยู่ประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง

4.     ห้องพักฟื้น หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว ท่านก็จะถูกย้ายไปยังห้องพักฟื้นห้องพิเศษ และพยาบาลจะคอยเฝ้าดูอาการของท่านจนกว่าสัญญาณชีพต่างๆคงที่ก็จะย้ายท่านไปยังห้องรับรองพิเศษวีไอพีที่ได้จัดเตรียมไว้ หลังจากที่ท่านฟื้นจากการผ่าตัด ท่านจะรู้สึกมึนงงเล็กน้อย และจะยังมีถุงปัสสาวะติดอยู่ ซึ่งสามารถเอาออกได้ในวันถัดไป

 การพักฟื้นในโรงพยาบาล (Hospital Stay)

ที่ห้องพักฟื้น (At Recovery Room) ท่านจะเข้าพักในห้องพักในห้องรับรองพิเศษวีไอพีในขณะที่ยังมีสายน้ำเกลือติดอยู่ คืนวันผ่าตัดท่านจะต้องลุกออกจากเตียงโดยมีพยาบาลคอยช่วยให้ท่านเดินรอบๆห้องพัก การเดินจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

หากท่านมีอาการกังวล เครียด คลื่นไส้ เป็นตระคริว กล้ามเนื้อหดเกร็ง หายใจไม่ทัน หรืออาการเจ็บปวด

!! ควรแจ้งให้พยาบาลทราบทันที !!

อาการอ่อนเพลียเมื่อยล้า คลื่นไส้อาเจียน นอนไม่หลับ ปวดแผลผ่าตัด ไม่อยากอาหาร ท้องเฟ้อ มีแก๊ซในกระเพาะอาหาร ถ่ายเหลว อารมณ์ขึ้น-ลง ในช่วงวันแรกและอาทิตย์แรกๆหลังการผ่าตัดเป็นอาการปกติ หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆเหล่านี้ ท่านสามารถสอบถามทีมแพทย์และพยาบาลของเรา   

คืนแรกหลังการผ่าตัด ท่านควรลุกขึ้นนั่งและยืนขึ้น บริหารเท้า ข้อเท้าและขา ถึงแม้ท่านจะรู้สึกเจ็บก็ตาม  การลุกออกจากเตียงบ่อยๆจะทำให้ง่ายขึ้นในแต่ละครั้ง ท่านจะรู้สึกมีแรงมากขึ้นและเจ็บน้อยลงด้วย

1 วันหลังการผ่าตัด เราจะให้ท่านลุกออกจากเตียง แล้วเดินไปรอบๆห้องพักอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง รวมไปถึงการบริหารข้อเท้าและขา บวกกับการฝึกหายใจ เข้า-ออก 10 ครั้ง ทุก1 ชั่วโมง ควรจำไว้ว่าหากลุกขึ้นเดินและบริหารขาและเท้าเยอะๆ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกพร้อมลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

คนไข้ผ่าตัดแบบบายพาส เข้าพักที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 3 วัน หรือ นานกว่านั้น หากมีอาการแทรกซ้อน                                              

คนไข้ผ่าตัดแบบแบนดิ้ง เข้าพักที่โรงพยาบาล 1 คืน หรือ นานกว่านั้น หากมีอาการแทรกซ้อน

 ที่ห้องพักฟื้น (Radiology)

เช้าวันที่ 2 ท่านจะถูกพาไปยังห้องเอ็กสเรย์ เพื่อตรวจหารอยรั่วในช่องท้อง (Upper Gastro Intestinal Leak Test) โดยการกลืนของเหลวที่สามารถส่งภาพในขณะที่มันเดินทางจากหลอดอาหารไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กบนฟิล์มเอ็กสเรย์ หากไม่พบรอยรั่วบนฟิลม์เอ็กเสรย์ ท่านก็สามารถเริ่มทานอาหารเหลวได้ 

 การบริหารความเจ็บปวด หลังการผ่าตัด (Pain Management)

ท่านอาจรู้สึกเจ็บบริเวณแผลจากการผ่าตัด อาการเจ็บปวดเป็นอาการที่พบได้ในการผ่าตัดทุกชนิด ท่านควรบริหารร่างกายด้วยการเดินเยอะๆ ฝึกหายใจเข้า-ออกลึกๆ และฝึกไอจากท้อง จะทำให้แข็งแรงเร็วเข้า

หากท่านรู้สึกเจ็บหลังผ่าตัด ท่านควรกดปุ่มเพื่อให้ยาลดความเจ็บปวด (PCA) หรือทานยาแก้ปวด ปฏิบัติตามข้อแนะนำดังนี้

Ø      แจ้งให้แพทย์และพยาบาลทราบ หากเกิดเจ็บปวด

Ø      คนไข้แต่ละราย อาจมีความเจ็บปวดต่างกันออกไป

Ø      เตรียมตัวรับมือกับความเจ็บปวด ในบางกรณีท่านอาจต้องใช้ยาแก้ปวดเพื่อให้ลุกจากเตียงขึ้นเดินได้

Ø      หลังการผ่าตัดท่านจะรู้สึกปวดในระดับปกติ แต่ท่านไม่ควรรอให้ระดับความเจ็บปวดเพิ่มสูงขึ้นก่อน ถึงจะกดปุ่มให้ยาแก้ปวดหรือทานยาแก้ปวด

Ø      ไม่ควรให้ญาติหรือบุคคลอื่น กดปุ่มให้ยาแก้ปวดแก่ท่าน

ท่านไม่ควรเกรงใจ ที่จะเรียกหาแพทย์และพยาบาล หากท่านรู้สึกไม่สบาย เรามีวิธีอธิบายระดับความเจ็บปวดที่ท่านรู้สึกอยู่ 2 วิธี

วิธีที่ 1 คือ ใช้เลข 0-10 (เลข 0 หมายถึงไม่เจ็บปวดเลย, เลข 10 หมายถึงเจ็บปวดมากที่สุด)

วิธีที่ 2 คือ ใช้คำอธิบาย (ไม่เจ็บ, เจ็บน้อย, เจ็บปานกลาง, เจ็บมากที่สุด)

ที่บ้าน, หากท่านรู้สึกปวดแผล ท่านสามารถทานยาแก้ปวดที่ขายตามร้านขายยา หรือ ถ้าปวดมากท่านสามารถให้แพทย์สั่งยาแก้ปวดให้ท่านได้ 

 อาการที่สามารถพบได้หลังเข้ารับการผ่าตัด (Normal Symtoms)

**อาการเหล่านี้อาจจะเกิดหรือไม่เกิดกับท่านก็ได้**

1.        อาการบวมและช้ำ  หลังผ่าตัดจะมีอาการบวมและช้ำบ้าง  แต่หากมีอาการบวมและช้ำมากๆจะบ่งบอกถึงการมีเลือดออกภายในหรือมีการติดต่อเชื้อ

2.        มีอาการปวด รู้สึกไม่สบาย  อาการปวดเป็นอาการปกติหลังจากการผ่าตัดทุกชนิด หากมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นแล้วทานยาแก้ปวดไม่หาย กรุณาโทรหาเราที่ 02-6612242

3.        รู้สึกชา  เซลล์เส้นประสาทผิวหนังบางส่วนอาจขาดออกกันจากการผ่าตัด ความรู้สึกในบริเวณนั้นๆจะค่อยๆกลับมา และจะต่อกลับมาอย่างสมบูรณ์ภายใน 2-3 เดือน

4.        อาการคัน  อาการคันบริเวณผิวหนังแผลเป็น เป็นอาการปกติที่แสดงว่าแผลกำลังจะหาย น้ำแข็ง โลชั่น หรือการนวดก็จะช่วยบรรเทาอาการคันได้

5.        แผลเป็นมีสีแดง แผลเป็นใหม่ๆจะมีสีแดง ม่วง หรือสีชมพูเข้ม หลังจากนั้น 1 ปี แผลเป็นก็จะจางลงจนเกือบหมดไป โลชั่นวิตามินอีสามารถช่วยให้แผลเป็นจางลงได้

6.        รู้สึกเพลีย หมดแรง อาการเพลีย อาการเหนื่อยล้าเป็นอาการปกติที่สามารถพบได้หลังจากการผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเพิ่งได้รับการผ่าตัดใหญ่มา จึงต้องใช้เวลาในการพักฟื้นบ้าง ท่านควรดื่มน้ำมากๆ ยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาโรคความดัน และยาบางชนิดอาจทำให้ท่านรู้สึกอ่อนเพลียได้

7.        คลื่นไส้  อาการคลื่นไส้จะเกิดในช่วงอาทิตย์แรกๆ อาการนี้โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับภาวะมีกรดในกระเพาะอาหาร, สูดดมกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์,การทานยาแก้ปวด, คัดจมูก,ท้องว่างหรือขาดน้ำ  หากท่านคลื่นไส้ควรทานยาลดกรด เช่น antacid ทานอาหารให้ครบทุกมื้อเพื่อไม่ให้ท้องว่าง หลีกเลี่ยงสูดดมกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ หากท่านรู้สึกคลื่นไส้ทำให้ดื่มน้ำเปล่าได้ยาก ควรลองดื่มชาเป๊ปเปอร์มิ้นต์ น้ำขิง ท่านควรดื่มน้ำวันละ 1-2 ลิตร หรือทานยาลดอาการคลื่นไส้จำพวก (Prochlorperazine)

8.        อาเจียน การอาเจียนมักบ่งชี้ว่า ท่านทานอาหารมากเกินไป เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ควรทานอาหารครึ่งเดียวของปริมาณของอาหารที่ท่านเตรียมมา  ปริมาณของอาหารที่ท่านทานได้โดยไม่อาเจียนจะอยู่ที่ 2-3 ช้อนชา การอาเจียนมากกว่า 1วันอาจทำให้เกิดปัญหาภาวะขาดน้ำที่ต้องควรระวัง

!!หากท่านมีปัญหาในการกลืนอาหาร โปรดโทรหาเรา!!

9.        การขับถ่าย  การถ่ายเหลว 1-4 ครั้งต่อวันในเดือนแรกหลังการผ่าตัดเป็นอาการปกติ อุจจาระมีกลิ่นบ่งชี้ถึงอาการท้องเฟ้อ คนไข้ในบางรายอาจมีอาการท้องเสียมากกว่า 1 เดือน อาการทั้งหมดนี้จะหายหมดไปภายใน 1 ปีหรือหลังจากที่ลำไส้ปรับตัวได้แล้ว 

10.      ถ่ายเหลว ท้องเสีย หากท่านยังอยู่ในช่วงทานอาหารอ่อน ท่านจะยังมีอาการถ่ายเหลวอยู่ อาการถ่ายเหลวจะหายไปเอง หลังจากท่านเริ่มทานอาหารปกติได้แล้ว อาหารที่มีส่วนผสมของนมและอาหารที่มีปริมาณไขมันสูงๆเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมวัว (โปรดอ่านฉลาก) ต่ท่านสามารถทานโยเกิร์ตได้ หากยังมีอาการถ่ายเหลวให้ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ข้าว,ข้าวโอ๊ต, กล้วย  การดื่มนมเปรี้ยวที่มีแลคโตบาซิลัส เช่น ยาคูล 1 ขวดต่อวัน การดื่มนมเปรี้ยวนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้

!! หากมีอาการปวดท้องเกร็งและท้องเสียร่วมกัน มากกว่า 2 วัน โปรดโทรหาเรา !!

11.      อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ  อาการท้องเฟ้อเกิดจากมีก๊าซในกระเพาะอาหาร ทุกคนก็มีก๊าซในระบบย่อยอาหารอยู่แล้ว ก๊าซมาจากสาเหตุ 2 ประการ อย่างแรก คือ การกลืนอากาศเข้าไปในท้อง และอย่างที่สองคือ จากการปฏิกิริยาของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่กับอาหารบางประเภท เช่น ถั่ว ผัก ผลไม้บางชนิด น้ำอัดลม อาหารที่ทำจากนม อาหารที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล

มีวิธีปฏิบัติตัวดังนี้;

v     ทานอาหารอย่างช้าๆ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด

v     หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งและการอมลูกอม

v     ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม

v     ทานยาประเภท Acidophilus, Gas-X,  Gaviscon, Lactaid

v     ดมยาดมเพื่อลดการดมกลิ่นอันไม่พึงประสงค์

12.      ภาวะขาดน้ำ  ภาวะขาดน้ำอาจเกิดขึ้นหากท่านดื่มน้ำน้อยเกินไป โดยสังเกตุได้จากอาการเหล่านี้ ปัสสาวะมีสีเข้ม อ่อนเพลียง่าย ริมฝีปากแตก ผิวแห้ง รู้สึกคอแห้ง หน้ามืด ปวดหลังส่วนปลาย ลิ้นเป็นฝ้าสีขาว ภาวะขาดน้ำอาจทำให้ไตและต่อมถุงน้ำดีทำงานหนัก

วิธีการป้องกันภาวะขาดน้ำดังนี้;

v     ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1-2 ลิตร

v     ควรมีขวดน้ำติดไว้ในกระเป๋า ในรถ บนโต๊ะทำงาน ที่ๆท่านสามารถหยิบน้ำมาดื่มได้สะดวก

v     หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน-สารนี้เป็นสารขับปัสสาวะ

v     ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวาน เช่น diet coke pepsi max เป็นต้น เพราะสารให้ความหวานทำให้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีก๊าซในกระเพาะอาหาร

v     อมก้อนน้ำแข็ง 

13.      ไส้เลื่อน  ไส้เลื่อนหมายถึงภาวะที่ลำไส้ได้เคลื่อนที่ออกจากช่องท้องมาสู่ภายนอก เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยลำไส้อาจจะเลื่อนมาในบริเวณขาหนีบ หรือตำแหน่งรอยผ่าตัด สังเกตุได้จากมีก้อนโตใต้ผิวหนัง  ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงคือผู้ที่มีความดันในช่องท้องสูงเช่น การตั้งครรภ์ ไอเรื้อรัง คนอ้วน ท้องผูก ต่อมลูกหมากโตทำให้ต้องเบ่งเมื่อปัสสาวะ มีก้อนที่บริเวณขาหนีบ

ข้อดี ผู้เข้ารับการผ่าตัดลดน้าหนักผ่านกล้องนั้น จะเป็นโรคไส้เลื่อนจากการผ่าตัดน้อยมาก

ท่านสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นไส้เลื่อนได้ โดยไม่ยกของหนักที่ต้องใช้กำลังท้องอย่างน้อย 10-12 สัปดาห์หลังการผ่าตัด ไม่ไอแรงๆ ไม่กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ สังเกตุอาการของไส้เลื่อนได้จากการรู้สึกมีเสียงเคลื่อนไหวของลำไส้เหมือนเวลาเราหิวข้าว มีอาการปวดท้องอย่างมาก แรกๆจะปวดบิดๆ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องมวนๆ ท้องอืด ไม่ผายลม ไส้เลื่อนสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดเท่านั้น

14.      ลิ้นเป็นฝ้าขาว  หลังจากการผ่าตัด ท่านอาจสังเกตุเห็นลิ้นเป็นฝ้าขาว มักจะเกิดจากยาปฏิชีวนะที่ทานก่อนการผ่าตัด หากท่านมีฝ้าขาวที่ลำคอ ตกขาว ควรปรึกษาแพทย์ ท่านสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้โดยการทานยา acidophilus พร้อมกับยาชนิดอื่นสำหรับหลังการผ่าตัด

15.      ภาวะโลหิตจาง ภาวะโลหิตจาง เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก และวิตามิน B12 เนื่องจากการรับประทานอาหารนอยลง การดูดซึมเหล็กลดลง และการสรางวิตามิน B12 ไมเพียงพอ ข้อแนะนำของเราสำหรับท่านที่ยังมีประจำเดือนอยู่ สามารถป้องกันอาการโลหิตจางได้โดยการทานวิตามินที่มีธาตุเหล็กผสมอยู่ สามารถสังเกตุได้จากผิวหนังมีสีซีด อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หายใจไม่ออก

**หลีกเลี่ยงการทานธาตุเหล็กกับแคลเซี่ยมด้วยกัน เพราะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้**

16.      ผมร่วง ปัญหาผมบางอาจเกิดได้หลังจากลดน้ำหนักมากๆ ในเดือนที่ 4-6 หลังการผ่าตัด ท่านสามารถลดอาการผมร่วงได้ โดยการทานวิตามินรวมและโปรตีนอย่างน้อย 60 กรัมทุกวัน ควรหลีกเลี่ยงการดัดหรือย้อมผมในช่วงเวลานี้

17.      เพศสัมพันธ์  ท่านสามารถประกอบกิจกรรมทางเพศได้ เมื่อท่านรู้สึกพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผู้หญิงอาจจะต้องใช้การคุมกำเนิดแบบภายนอกหรือแบบฉีดแทนแบบเม็ด เพราะร่างกายอาจจะดูดซึมได้ยาก  ท่านสามารถตั้งครรภ์หลังจากการผ่าตัดได้อย่างน้อย 1.5 – 2 ปี

18.      สิว ร่างกายของท่านอาจต้องการขับไขมันทางผิวหนังชั่วคราว ควรพบแพทย์ผิวหนัง

การตั้งครรภ์  อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า เราแนะนำให้ใช้การคุมกำเนิดภายนอกหรือแบบฉีด ท่านสามารถวางแผนเพื่อการตั้งครรภ์หลังจากการผ่าตัดไปแล้ว 18 เดือน ท่านไม่ควรตั้งครรภ์ก่อนระยะเวลานี้ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของท่านและเด็กในครรภ์  เนื่องจากอยู่ในช่วงที่น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว     

| เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา | ผ่าตัดบายพาส | ผ่าตัดเเบนดิ้ง |  ลิ้งค์ที่น่าสนใจ | แผนผังเว็บไชค์ |

ค.ศ 2003 ©  แอลบีเอสอินเตอร์เนชั่นแนล
Bangkok Thailand © Laparoscopic Bariatric Specialists International